นั่งรถไฟ…ไปวิ่งกานน ( กาญจนบุรี )

 

     นั่งรถไฟ…ไปวิ่งกานน ( กาญจนบุรี )

 

เชื่อว่าใครหลายๆคน รู้จักจังหวัดกาญจนบุรี และอาจจะเคยได้ไปมาบ้าง เช่นเดียวกับเรา เคยไปกับเพื่อนๆแต่ก็ไม่กี่ครั้ง

แต่ในครั้งนี้เราจะลองเดินทางไปคนเดียว ที่สำคัญนั่งรถไฟไปด้วย เพราะเคยไปเห็นรีวิวการนั่งไปเที่ยวกาญด้วยรถไฟ ว่าใช้เงินไม่กี่บาทแถมยังได้สัมผัสบรรยากาศที่แตกต่างออกไปจากการขับรถยนต์ไปอย่างมาก อีกอย่างนึง เราอยากเห็นเส้นทางรถไฟสายมรณะว่าจะสวยและน่ากลัวแค่ไหน (บอกเลยว่าอยากลอง) หลังจากอ่านรีวิวนั้นเสร็จ ก็เริ่มดูวันเชครอบรถไฟ จากนั้นก็เตรียมตัวเลยค่าาาาา

แผนของเราก็คือเราจะขึ้นรถไฟที่สถานีธนบุรี ไปยังสถานีสะพานแควใหญ่ เพื่อไปเที่ยวชมสะพานข้ามแม่น้ำแคว หลังจากนั้นจะซื้อตั๋ว รถไฟที่สถานีสะพานแควใหญ่ ไปยังสถานีถ้ำกระแซ เพื่อไปยังเส้นทางสายมรณะและแวะไหว้พระที่ถ้ำกระแซ เสร็จก็นั่งรถไฟกลับมาที่สะพานแควใหญ่ จากนั้นกลับที่พัก

 

 

 

 

เช้าวันศุกร์ 7.00น สถานีธนบุรี เราเดินทางมาที่สถานีด้วยแท็กซี (รถไม่ติดมากนักเพราะยังเช้าอยู่มั้ง) มาถึงสถานีก็รีบเดินไปที่ซื้อตั๋ว(บอกตรงๆกลัวเต็ม5555) ตั๋วราคา 25 บาท ต่อคน ซื้อตั๋วรอบ 7.44 เราบอกกับเจ้าหน้าที่ว่าไปสถานีสะพานแควใหญ่ค่ะ ตามที่ดูมาจากในเว็บไซต์ของการรถไฟ แต่ตอนนี้พึ่ง 7.10 น หิวสิคะรอไร แต่ดีที่แถวนั้นมีร้านค้าและตลาดในตอนเช้า พอหาอะไรรองท้องได้อยู่

พอรถไฟมาถึงสถานี (รู้สึกตื่นเต้นมากตอนรถไฟมา ไม่เคยเห็น พอๆจะเข้าใจความรู้สึกของเด็กที่ตื่นเต้นเวลาเห็นเครื่องบินหรือรถถังตามงานวันเด็กละ )  เดินขึ้นไปบนรถไฟความรู้สึกแรกบอกเลยว่าดูวินเทจมาก ที่นั่งเป็นไม้(แข็งมากกก) ผู้คนที่คอยๆเดินไปจับจองที่นั่งของตัวเอง ก็ดูเป็นภาพที่แปลกดีสำหรับตัวเรานะ

 

 

 

พอรถไฟเริ่มออกเดินทางความคิดแรกคือ มันเร็วกว่าที่คิดไว้555 ในหัวตอนแรกคือภาพของรถไฟไทยที่ดูเก่าและแก่มากแล้ว ตอนนี้มันต้องช้ามากแน่ แต่พอได้ลองมานั่งดู เห้ย!! มันเร็วเอาเรื่องนะ รถไฟวิ่งไปได้สักพักจนบรรยากาศรอบข้างไม่ใช่เป็นตัวเมืองแล้วเริ่มมี วิวของความเป็นต่างจังหวัดให้เริ่มเห็นเริ่มมีต้นไม้เข้ามาแทนที่ตึก เริ่มมีพื้นที่ว่างๆ แทนที่จะเป็นตึกหรือบ้านคน มันก็รู้สึกต่างจากการขับรถจริงอย่างกระทู้รีวิวนั้นเขียนละ ตลอดการเดินทางมีสายลมกระทบหน้าเราอยู่ตลอดจึงทำให้ไม่ร้อนมาก ถึงแดดตอนนั้นจะแรงเอาเรื่องอยู่ก็เถอะ

 

 

พอรถไฟวิ่งไปได้สักพักใหญ่ๆ เราคิดว่าน่าจะออกจากกรุงเทพมาไกลแล้วหละ มีท้องนาให้เห็น(สวยมากกกกกก) ต้นไม้สีเขียวเต็มทั้งสองข้างทาง (ขอเตือนอย่างนึงสำหรับคนที่คิดจะมา ให้เตรียมผ้าปิดปากมาไว้ด้วยก็ดี เพราะมีบางช่วงที่ฝุ่นจะเยอะเอามากๆ เข้ามาจนเต็มรถไฟไปหมด

 

 

 

จนในที่สุด!!! ก็ได้ยินเสียงประกาศจากเจ้าหน้าที่บนรถไฟว่าสถานีต่อไปกาญจนบุรี ทำให้เรารู้เลยว่าใกล้ถึงจุดหมายของเราแล้ว พอรถไฟเข้าสถานีกาญจนบุรีมีผู้โดยสารหลายคนลงเยอะมากแต่ก็ถูกแทนที่ด้วยผู้โดยสารจากสถานีกาญจนบุรีที่เยอะมากพอๆกัน มีทั้งเด็กนักเรียนตัวเล็กที่ดูจะตื่นเต้นกับการขึ้นรถไฟเหมือนกับเรา ทั้งชาวต่างชาติ หรือวัยรุ่นที่มาเที่ยวกับเพื่อนเป็นแก๊ง

 

 

 

 

เสียงเจ้าหน้าที่บนรถไฟ “ สถานีต่อไป สะพานแควใหญ่นะครับ” พอได้ยินพี่เจ้าหน้าที่พูดเรารีบหยิบกระเป๋าเดินทางเตรียมรอไว้เลย
รถไฟเริ่มจอดที่สถานีสะพานแควใหญ่ เราก็เดินลงจากรถไฟ บริเวณสถานีมีร้านค้าขายของมากมาย มีทั้งชาวต่างชาติเยอะมากกก เราเดินเลยจากจุดที่ลงรถไฟไปนิดเดียวก็จะเห็นกับสะพานข้ามแม่น้ำแคว ที่มีผู้คนยืนถ่ายรูปกันเต็มสะพานไปหมด เราก็ไม่รอช้ารีบเดินไปเลย(ในใจแอบตื่นเต้นนิดๆ)
สะพานเป็นสร้างด้วยเหล็กทั้งอัน และมีที่ไว้ให้ยืนชมวิวหรืออีกอย่างนึงคือน่าจะเอาไว้หลบรถไฟตอนที่วิ่งผ่านด้วย วิวบนสะพานสองรอบข้างเป็นแม่น้ำแควที่สวยงาม และอดไม่ได้ที่จะถ่ายรูปจริงๆ

 

 

.

 

สะพานเป็นสร้างด้วยเหล็กทั้งอัน และมีที่ไว้ให้ยืนชมวิวหรืออีกอน่างนึงคือน่าจะเอาไว้หลบรถไฟตอนที่วิ่งผ่านด้วย วิวบนสะพานสองรอบข้างเป็นแม่น้ำแควที่สวยงาม และอดไม่ได้ที่จะถ่ายรูปจริงๆ

 

 

เพียงไม่นานก็มีเจ้าหน้าที่ตะโกนมาว่ารถไฟกำลังจะวิ่งผ่าน เรารีบหลบไปยืนจุดระหว่างสะพานเตรียมรอดูตอนรถไฟวิ่งผ่าน รถไฟเริ่มวิ่งผ่านสะพานเข้ามาอย่างช้าๆ (คือมันใกล้มากแอบกลัวเหมือนกัน55) ผู้คนบนรถไฟดูตื่นเต้นไม่แพ้กับเราที่อยู่บนสะพาน บางคนมีโบกมือทักทายชาวต่างชาติที่ยืนหลบรถไฟเหมือนกับเราด้วย ดูเป็นภาพที่ดีของประเทศเราเหมือนกันนะ ต่อให้มาจากคนละประเทศ ต่างเชื่อชาติแต่ทุกคนกับยิ้มแย้มโบกมือทักทายให้กัน เป็นภาพที่เห็นแล้วก็อดยิ้มไม่ได้

 

 

หลังจากชื่นชมสะพานข้ามแม่น้ำแควกับรถไฟที่ผ่านหน้าไปในระยะไม่ถึงเมตร ก็เตรียมตัวเดินทางต่อไปยังสถานีถ้ำกระแซจุดหมายปลายทางที่ได้ตั้งใจไว้
รีบเดินไปยังจุดจำหน่ายตั๋วอย่างไม่รอช้า ราคาตั๋ว 12 บาท ต่อคน รออยู่สักพักใหญ่รถไฟมาก็มาถึงยังสถานี มีคนรอขึ้นอยู่มากมายเราเดาว่าน่าจะไปที่เดียวกันนี้หละ (มโนเอาเองนะ)

รถไฟมาถึงผู้คนที่รอขึ้นรถอยู่เต็มชานชลา ก็ทยอยกันเดินขึ้นรถไฟ เลือกที่นั่งของตนเองตามใจชอบ เมื่อรถไฟเริ่มเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ ผู้โดยสารส่วนใหญ่ก็เริ่มที่จะหยิบอาวุธประจำกายของตนเองออกมา (โทรศัพท์มือถือ)  เราเองก็เช่นกัน 5555 ในขณะที่รถไฟกำลังเคลื่อนผ่านสะพานข้ามแม่น้ำแควไป ความรู้สึก ณ ตอนนั้นก็อดที่จะตื่นเต้นตามนักท่องเที่ยวคนอื่นไม่ได้จริงๆ  ถ้าไม่ได้มาลองด้วยตนเองไม่น่าจะนึกถึงความรู้สึกแบบนี้ออกแน่ๆ

 

 

รถไฟวิ่งผ่านสะพานออกมาก็เริ่มกลับมาใช้ความเร็วปกติ ผ่านตัวเมือง ผ่านวัด บ้านคน ผ่านไปสักพักรอบๆข้างก็เปลี่ยนเป็นต้นไม้และเริ่มเห็นภูเขาบ้าง จนมาถึงช่วงนึงก็การเดินทางเราเห็นนักท่องเที่ยวหลายๆคนนั่งไม่ติดกับที่ ด้วยความสงสัยจากที่นั่งหลับไปสักแปปด้วยความเหนื่อย ก็ถึงกับตื่นกับสิ่งรอบข้างที่ได้เห็นที่สองข้างทางเป็นบรรยากาศที่ไม่เหมือนกันเลย ฝั่งขวาของรถไฟ เป็นผาหินที่ใกล้จนเอามือไปจับได้  ส่วนฝั่งซ้ายของรถไฟ เป็นภาพของแม่น้ำต้นไม้สูงใหญ่ที่สวยงาม ร่มรื่นจนลืมไปเลยว่าตอนนี้เป็นช่วงบ่ายของวัน

 

 

เพียงไม่นานรถไฟก็เข้าสู่สถานีถ้ำกระแซ พอลงมาจากรถไฟก็อดไม่ได้เลยที่จะรีบเดินตรงไปยังรางรถไฟ ที่เรียกกันว่าเส้นทางรถไฟสายมรณะ เป็นรางรถไฟที่ทำด้วยไม้ เดินๆไปก็แอบกลัวเหมือนกัน ใกล้ๆนั้นมีถ้ำอยู่หรือที่เรียกกันว่าถ้ำกระแซเป็นที่มาของชื่อสถานีนัั้นเอง แวะเข้าไปไห้วสักหน่อย  หลังจากไหว้พระกับถ่ายรูปที่รางรถไฟเส้นแล้วก็ถึงเวลาที่ต้องเดินทางกลับ

 

 

เรานั่งรถไฟขบวนเดิมกลับได้เลยเพราะรถไฟจะจอดรอนักท่องเที่ยว พอกลับมาถึงสถานีก็กลับสู่ที่พักทันทีด้วยความเหนื่อยแต่ในระหว่างทาง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะโชคช่วยหรืออะไร เราเห็นสถานที่นึงดูคล้ายๆกับสุสานของฝรั่งเลยลองแวะเข้าไปดู

 

 

พร้อมกับถามพ่อค้าที่ขายหนังสือประวัติศาสตร์อยู่แถวนั้นว่าที่นี้คือสุสานของทหารแต่คนที่กาญเรียกว่า “ป่าช้าฝรั่ง”เอาไว้บรรจุศพเชลยศึกที่เสียชีวิตระหว่างการสร้างทางรถไฟสายมรณะถึง 6,982 หลุม โดยเชลยศึก 300 คนเสียชีวิตด้วยอหิวาตกโรคและฝังไว้ที่ค่ายนิเกะ ถึงจะเป็นสุสานแต่บรรยากาศในสุสานไม่ได้น่ากลัวเลย กลับสวยงามด้วยซ้ำ คาดว่าน่าจะมีคนดูแลเป็นอย่างดี

 

 

6.00 น เช้าวันเสาร์ หลังจากที่เมื่อวานไปลุยมาทั้งวัน เหมาะสมกับวันนี้ที่ควรจะตื่นสัก 10 โมง แต่เพราะเมื่อวานได้พูดคุยกับป้าคนนึงที่สถานีรถไฟ ป้าแกบอกว่าเช้าๆที่ถนนปากแพรกจะมีตลาดตอนเช้า เราก็เลยตัดสินใจว่าอยากจะลองไปดู เราออกจากที่พักนั่งวินมอไซค์ในแถวๆนั้น พอมาถึงถนนปากแพรก ทำให้นึกถึงโลเคชั่นหนังย้อนยุคของไทยขึ้นมาทันทีเลย

 

 

ไม่ว่าจะเป็นบ้านที่มีความเก่าแก่ หรือตึกแถวแบบโบราณที่มีลวดลายแบบจีน ร้านขายของ ผู้คนมากมายที่ออกมาจับจ่ายใช้สอยกันเต็มท้องถนน ของที่ขายก็มีทั้งของสด ผักสด และบริเวณที่ตลาดนี้ขายอยู่นั้นเป็นถนนลาดยางยาวลึกเข้าไปในซอยเล็กๆ ถ้ามองเข้าไปจากต้นทางจะเหมือนเราเข้าไปอยู่ในหนังสักเรื่องที่มีเรื่องราวประมาณช่วงยุค พ.ศ 2499 แบบนั้นเลย

 

 

ของที่ขายก็มีทั้งของสด ผักสด และบริเวณที่ตลาดนี้ขายอยู่นั้นเป็นถนนลาดยางยาวลึกเข้าไปในซอยเล็กๆ ถ้ามองเข้าไปจากต้นทางจะเหมือนเราเข้าไปอยู่ในหนังสักเรื่องที่มีเรื่องราวประมาณชาวงยุค พ.ศ 2499 แบบนั้นเลย

 

 

แสงแดดยามเช้าที่ส่องมายังถนน ก็ทำให้ยิ่งได้ความรู้สึกนั้นเข้าไปอีก เราเดินเข้าไปตามถนนเรื่อยๆ หวังจะหาอะไรรองท้องในตอนเช้าสักหน่อย จนมาเจอกับร้าน ปาท่องโก๋ และ ขนมครก บอกเลยว่าอร่อยมาก เดินไปอีกนิดจะพบกับร้านกาแฟโบราณมีคุณอาคุณน้า นั่งคุยกันอย่างสนุกสนาน เราเดินชมกับบรรยากาศบริเวณนั้นอยู่สักพักจนทำให้คิดขึ้นมาได้ว่า เราคงไม่ได้สัมผัสอะไรแบบนี้ถ้าขี้เกียจตื่น เราคงจะพลาดสิ่งๆดีเหล่านี้ไปแน่ๆ เพราะไม่สามารถหาบรรยากาศแบบนี้ได้จากเมืองหลวงที่เรียกว่ากรุงเทพแน่นอน

 

 

เดินทางกลับมาที่พักเพื่อจะพักผ่อนร่างกาย เพราะจริงๆแล้วในวันพรุ่งนี้เราอีกหนึ่งสิ่งที่ต้องทำ และนี้ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่เราเลือกจะเดินทางมาที่จังหวัดกาญจนบุรีนี้ด้วย เพราะไม่ใช่แค่เราอยากจะมาเที่ยวอย่างเดียว แต่เพราะเราคิดถึง…… จึงมาวิ่ง